W3vina.COM Free Wordpress Themes Joomla Templates Best Wordpress Themes Premium Wordpress Themes Top Best Wordpress Themes 2012
0

กระทรวงพาณิชย์ จับมือ 6 ธนาคารชั้นนำ ให้บริการออกหนังสือรับรองนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ e-Certificate

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า  ร่วมมือกับ 6 ธนาคารชั้นนำของประเทศ  สร้างมิติใหม่ของนวัตกรรมการให้บริการอย่างมืออาชีพ  ภายใต้โครงการ  “บริการหนังสือรับรองนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์   (e-Certificate) ผ่านธนาคาร” 

นายศิริวัฒน์  ขจรประศาสน์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำกับดูแลที่มีหน้าที่ให้บริการออกหนังสือรับรองนิติบุคคล  รับรองสำเนาเอกสารทะเบียนนิติบุคคล  บัญชีรายชื่อ  ผู้ถือหุ้น   และงบการเงิน ตลอดจนการบริการตรวจค้นข้อมูลทะเบียนนิติบุคคล  ซึ่งเดิมผู้รับบริการต้องเดินทางไปติดต่อด้วยตนเองที่หน่วยงานของกรมฯ  ทั้ง  86 แห่ง ทั่วประเทศ ได้พัฒนาโดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้สนับสนุนและพัฒนาช่องทางการให้บริการ เพื่ออำนวยความสะดวก  ช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายให้กับผู้ใช้บริการ มาอย่างต่อเนื่อง

ในปี 2555 ได้ผลักดันเพิ่มช่องทางการให้บริการภาคธุรกิจ ที่ทันสมัยมากยิ่งขึ้น โดยได้เล็งเห็นประโยชน์ของการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์  จึงจัดทำโครงการให้บริการออกหนังสือรับรองนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์  หรือ  e-Certificate  ผ่านธนาคารขึ้น เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการให้บริการแก่ผู้ประกอบธุรกิจ  ซึ่งโครงการดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือระหว่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากับธนาคารพาณิชย์  6  ธนาคารประกอบด้วย  ธนาคารกรุงเทพ  ธนาคารกรุงไทย  ธนาคารออมสิน  ธนาคารกสิกรไทย  ธนาคารไทยพาณิชย์  และธนาคารธนชาต  โดยใช้สาขาของธนาคารเป็นจุดให้บริการทั่วประเทศ  เพื่อยกระดับการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ในการออกหนังสือรับรองนิติบุคคล เพื่อเตรียมรองรับจำนวนนิติบุคคลที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในทุกปี 

โดยผู้รับบริการสามารถทำรายการผ่านเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า   www.dbd.go.th    จากนั้นเลือกช่องทางการชำระเงินและขอรับเอกสารได้ที่ธนาคารพันธมิตรใกล้บ้านได้ภายใน  15 นาที  ซึ่งจะช่วยให้ภาคธุรกิจมีความสะดวก  คล่องตัว  ประหยัดเวลา  และค่าใช้จ่ายในการเดินทาง  อันจะส่งผลให้การดำเนินธุรกิจมีประสิทธิภาพ  ทันต่อสถานการณ์และสอดคล้องกับความต้องการในการดำเนินธุรกรรมมากยิ่งขึ้น รวมทั้งเป็นประโยชน์ต่อภาครัฐในการประหยัดงบประมาณค่าใช้จ่าย  และทรัพยากรบุคคลในการให้บริการ ซึ่งพร้อมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ

โดยได้รับเกียรติจากท่านรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายกิตติรัตน์  ณ ระนอง) เป็นประธาน พิธีเปิดการให้บริการ ณ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สนามบินน้ำ ในวันที่  20  มกราคม 2555 โดยในระยะแรกนี้ ผู้รับบริการสามารถใช้บริการได้ที่ธนาคารกรุงเทพ เฉพาะสาขาในกรุงเทพฯ  34  สาขา ธนาคารกรุงไทย  120  สาขา ธนาคารออมสิน  190  สาขา และแต่ละธนาคารจะทยอยเปิดให้บริการให้ครบทุกสาขาทั่วประเทศต่อไป

ที่มา..กระทรวงพาณิชย์

Continue Reading

0

คำชี้แจง
เรื่อง แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการส่งคำบอกกล่าวเรียกนัดประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทจำกัด


ตามที่ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 18) พ.ศ.2551 ปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยหุ้นส่วนบริษัทเกี่ยวกับการบอกกล่าวเรียกนัดประชุมผู้ ถือหุ้น ซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2551 นั้น

รากฏว่า การบอกกล่าวเรียกนัดประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทจำกัดตามมาตรา 1175 ที่ปรับปรุงแก้ไขใหม่ ซึ่ง ได้กำหนดให้บริษัทจำกัดทุกบริษัทต้องส่งคำบอกกล่าวเรียกนัดประชุมผู้ถือหุ้น โดยส่งทางไปรษณีย์ตอบรับไปยังผู้ถือหุ้นทุกคนที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนของ บริษัทและต้องนำคำบอกกล่าวเรียกนัดประชุมผู้ถือหุ้นนั้นลงประกาศหนังสือ พิมพ์แห่งท้องที่อย่างน้อยหนึ่งคราวนั้นก่อให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติต่อผู้ประกอบธุรกิจ 2 ประการดังนี้

ประการแรก การที่ให้บริษัทจำกัดต้องนำคำบอกกล่าวเรียกนัดประชุมผู้ถือหุ้นลงโฆษณา หนังสือพิมพ์แห่งท้องที่ ทำให้เกิดปัญหาและเป็นภาระในทางปฏิบัติ กล่าวคือ บริษัทในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นบริษัทในครอบครัว การบอกกล่าวเรียกนัดประชุมผู้ถือหุ้นจึงมักจะทำกันอย่างง่าย ๆ โดยการส่งจดหมายแจ้ง โทรศัพท์แจ้ง หรือส่งจดหมายนัดประชุมให้ถึงตัวผู้ถือหุ้นโดยตรง ดังนั้นการที่กฎหมายกำหนดให้ต้องนำคำบอกกล่าวลงโฆษณาหนังสือพิมพ์จึงเป็นการ สร้างภาระเกินความจำเป็น อีกทั้งในช่วงเดือนพฤษภาคมของทุกปีที่บริษัทจำกัดและบริษัทมหาชนจำกัดซึ่งมี อยู่กว่า 200,000 รายต้องจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีพร้อมกัน หนังสือพิมพ์มีเนื้อที่ไม่เพียงพอรองรับการลงโฆษณาคำบอกกล่าวได้ ทำให้บริษัทเป็นจำนวนมากเกรงว่าการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นที่ไม่ได้ลงโฆษณาคำ บอกกล่าวนัดเรียกประชุมผู้ถือหุ้นจะเสียไป และอาจต้องถูกดำเนินคดีอาญาที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายด้วย ซึ่งปัญหาดังกล่าวกรมพัฒนาธุรกิจการค้าไม่ได้นิ่งนอนใจ ขณะนี้ได้ทำการยกร่างกฎหมายเพื่อปรับปรุงแก้ไขประเด็นที่เป็นปัญหาแล้วโดย หลักเกณฑ์การบอกกล่าวจัดประชุมผู้ถือหุ้นตามร่างที่จะปรับปรุงแก้ไขใหม่นั้น จะยึดหลักเกณฑ์เดียวกันกับการบอกกล่าวการจ่ายเงินปันผล กล่าวคือ คำบอกกล่าวเรียกนัดประชุมผู้ถือหุ้นให้ส่งทางไปรษณีย์ตอบรับไปยังผู้ถือหุ้น ทุกคนที่มีชื่อในทะเบียนของบริษัท แต่การลงโฆษณาคำบอกกล่าวเรียกนัดประชุมผู้ถือหุ้นนั้นจะลงโฆษณาก็แต่เฉพาะ กรณีที่บริษัทจำกัดใดมีการออกใบหุ้นชนิดออกให้แก่ผู้ถือเท่านั้น กรณีที่ออกใบหุ้นชนิดระบุผู้ถือหุ้นทั้งหมดไม่ต้องนำคำบอกกล่าวเรียกนัด ประชุมผู้ถือหุ้นนั้นลงโฆษณาหนังสือพิมพ์อีกต่อไป ขณะนี้ร่างกฎหมายดังกล่าวได้ผ่านขั้นตอนของการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ เกี่ยวข้องแล้ว คาดว่าจะนำเสนอกระทรวงพิจาณาได้ภายในต้นเดือนกรกฎาคม ศกนี้

ประการที่สอง เรื่องเกี่ยวกับการส่งคำบอกกล่าวเรียกนัดประชุม ซึ่งมีปัญหาว่าจะดำเนินการอย่างไรจึงจะถือว่าได้ส่งคำบอกกล่าวเรียกนัด ประชุมให้กับผู้ถือหุ้นโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว เนื่องจากเรื่องการส่งคำบอกกล่าวประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหุ้นส่วน บริษัทได้กำหนดไว้ 2 แห่งคือ มาตรา 1175 (ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้เฉพาะเกี่ยวกับการส่งคำบอกกล่าวเรียกนัด ประชุมผู้ถือหุ้น) และมาตรา 1244 (ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ทั่วไปสำหรับการส่งคำบอกที่บริษัทต้องส่งให้แก่ผู้ถือ หุ้น) เรื่องนี้เพื่อให้มีความชัดเจน กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจึงขอเรียนชี้แจงแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการส่งคำ บอกกล่าวเรียกนัดประชุมผู้ถือหุ้นที่ถูกต้องดังนี้ การส่งคำบอกกล่าวเรียกนัดประชุมผู้ถือหุ้นอาจทำได้ 2 วิธี กล่าวคือ ส่งจดหมายทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปยังผู้ถือหุ้นที่มีชื่อในทะเบียน บริษัท หรือส่งคำบอกกล่าวเรียกนัดประชุมผู้ถือหุ้นให้ถึงตัวผู้ถือหุ้นที่มีชื่อใน ทะเบียนโดยตรง แต่ในกรณีหลังหากผู้ถือหุ้นนั้นไม่ยอมรับ บริษัทก็จะต้องดำเนินการส่งคำบอกกล่าวเรียกนัดประชุมผู้ถือหุ้นใหม่โดยส่ง จดหมายทางไปรษณีย์ลงทะเบียนไปรษณีย์ตอบรับ

จึงขอเรียนชี้แจงมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
3 กรกฎาคม 2552

ที่มา..กระทรวงพาณิชย์

Continue Reading

0

นายอิทธิพล ช้างหลำ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า จากการที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้มีการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์ วิธีการรับงบการเงินเพียง 1 ชุด และมีการขยายพื้นที่การให้บริการรับงบการเงินทั่วประเทศนั้นในรอบปี 2554 จำนวนนิติบุคคลที่จดทะเบียนจัดตั้งและยังคงดำเนินกิจการอยู่ ต้องนำส่งงบการเงินรอบปีบัญชี 2553 จำนวน 401,000 ราย ปรากฏว่ามีนิติบุคคลนำส่งงบการเงินจนถึงปัจจุบันแล้วมีจำนวน 345,000 ราย คิดเป็นร้อยละ 86 แต่ยังมีนิติบุคคลบางส่วนที่ไม่นำส่งงบการเงินจำนวน 56,000 รายคิดเป็นร้อยละ 14 โดยกฎหมายกำหนดให้นิติบุคคลต้องนำส่งงบการเงิน หากนิติบุคคลไม่ดำเนินการตามกฎหมายย่อมมีความผิด ซึ่งการไม่นำส่งงบการเงิน มีโทษปรับทั้งผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีคือนิติบุคคลและผู้มีอำนาจกระทำแทนนิติบุคคล โดยมีระวางโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะดำเนินคดีกับนิติบุคคลที่ไม่นำส่งงบการเงินทุกราย และหากนิติบุคคลที่ไม่ส่งงบการเงินเป็นนิติบุคคลต่างประเทศ ผู้รับผิดชอบในการดำเนินการของนิติบุคคลดังกล่าวต้องถูกดำเนินคดีและต้องระวางโทษด้วย

รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับงบการเงินที่ได้นำส่งแล้วนั้น กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะนำมาเผยแพร่แก่สาธารณชน โดยมีช่องทางในการให้บริการข้อมูลงบการเงิน 2 ช่องทางคือ ติดต่อขอคัดสำเนางบการเงินรายนิติบุคคลได้ที่หน่วยงานของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าทุกแห่ง และสามารถดูงบการเงินฉบับย่อรายนิติบุคคล ได้ที่ website ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th โดย Click ที่ ตรวจค้นงบการเงินของนิติบุคคล หรือฐานข้อมูลสู่ธุรกิจ

“จากข้อมูลธุรกิจที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้านำมาเผยแพร่นั้น สามารถทำให้ผู้ใช้งบการเงิน เช่น ผู้บริหาร ผู้ลงทุน สถาบันการเงิน หน่วยงานภาครัฐและเอกชน นำไปวิเคราะห์ฐานะทางการเงินและผลการดำเนินงานในรอบปีที่ผ่านมาของนิติบุคคล เพื่อประกอบการตัดสินใจ การวางแผนและควบคุมทางการเงิน เปรียบเทียบและวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินในระดับจุลภาคและมหภาค  รวมทั้งผู้สนใจทั่วไป เช่น ประชาชน นิสิตนักศึกษา สามารถนำข้อมูลธุรกิจไปใช้เป็นเครื่องมือประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจและเป็นประโยชน์ในการนำไปศึกษาวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับธุรกิจและภาคเศรษฐกิจต่อไป”

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์
เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2554

Continue Reading

0

นางสาวพิกุล  ทักษิณวราจาร รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ยกร่างรูปแบบรายการย่อที่ต้องมีในงบการเงินแบบใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว และได้เผยแพร่ร่างรูปแบบรายการย่อที่ต้องมีในงบการเงินดังกล่าวทางเวปไซต์ของกรม เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีและผู้ที่สนใจได้มีส่วนร่วมในการให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับร่างรูปแบบงบการเงินได้อย่างทั่วถึง รวมทั้งได้จัดสัมมนาเพื่อรับฟังข้อคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิทางวิชาชีพบัญชี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำงบการเงิน เช่น สภาวิชาชีพบัญชี สถาบันการศึกษา สำนักงานสอบบัญชีและสำนักงานรับทำบัญชี เป็นต้น

สำหรับวัตถุประสงค์และสาระสำคัญของการยกร่างรูปแบบรายการย่อที่ต้องมีในงบการเงินใหม่ เพื่อให้รูปแบบและความหมายของรายการในงบการเงินเป็นปัจจุบัน และสอดคล้องกับมาตรฐานการบัญชีที่มีการปรับปรุง และมาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะซึ่งสภาวิชาชีพบัญชีได้จัดทำขึ้นใหม่ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้กำหนดรูปแบบรายการย่อที่ต้องมีในงบการเงินสำหรับธุรกิจไว้ 5 แบบเช่นเดิม คือ ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน (แบบ 1)  บริษัทจำกัด (แบบ 2) บริษัทมหาชนจำกัด (แบบ 3) นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ (แบบ 4) และกิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร (แบบ 5)  ซึ่งมีแนวคิดในการกำหนดรูปแบบรายการย่อที่ต้องมีในงบการเงิน ดังนี้

  • รูปแบบรายการย่อที่ต้องมีในงบการเงินของบริษัทมหาชนจำกัด (แบบ 3)   กำหนดขึ้นโดยอ้างอิงจากมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่สภาวิชาชีพบัญชีประกาศกำหนดตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศ (International Financial Report Standard : IFRS)
  • รูปแบบรายการย่อที่ต้องมีในงบการเงินของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน (แบบ 1)   บริษัทจำกัด (แบบ 2)  นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ (แบบ 4) และกิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร (แบบ 5) กำหนดขึ้นโดยอ้างอิงมาจากมาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (TFRS for Non-Publicly Accountable Entities : TFRS  for  NPAEs) 

รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ร่างรูปแบบรายการย่อที่ต้องมีในงบการเงินแบบใหม่นี้ จะเริ่มมีผลบังคับใช้กับงบการเงินที่มีรอบปีบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2554 เป็นต้นไป  ทั้งนี้ ข้อคิดเห็นที่ได้จากการสัมมนาและผ่านทางเวปไซต์ของกรมยังมีบางประเด็นที่ผู้เกี่ยวข้องกับการจัดทำงบการเงิน เห็นว่าควรมีการทบทวนปรับปรุงรายการพร้อมทั้งความหมายของรายการเพื่อให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น  รวมทั้งขอให้พิจารณาจัดอบรมสัมมนาเกี่ยวกับร่างรูปแบบรายการย่อที่ต้องมีในงบการเงินแบบใหม่ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อสร้างความเข้าใจและเตรียมความพร้อมสำหรับธุรกิจในการจัดทำงบการเงินรอบปี 2554 ซึ่งเมื่อได้ปรับปรุงร่างรูปแบบรายการย่อที่ต้องมีในงบการเงินแบบใหม่เป็นที่เรียบร้อย จะจัดให้มีการอบรมสัมมนาเพื่อสร้างความเข้าใจร่างรูปแบบรายการย่อที่ต้องมีในงบการเงินแบบใหม่เพื่อเผยแพร่ให้ผู้เกี่ยวข้องทราบต่อไป

Continue Reading

0

นายอิทธิพล  ช้างหลำ  รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า  เปิดเผยว่า  ตามที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า  มีพันธกิจให้บริการข้อมูลธุรกิจจะต้องมีความถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นคลังข้อมูลที่สมบูรณ์สำหรับงบการเงิน  โดยได้มีกระตุ้นเตือนอย่างต่อเนื่องให้ผู้มีหน้าที่นำส่งงบการเงิน นำส่งงบการเงินตามเวลาที่กฎหมายกำหนด ตลอดจนให้ความรู้ในเรื่องการเตรียมเอกสารการนำส่ง เพื่อให้การนำส่งมีความถูกต้อง ผู้ประกอบธุรกิจสามารถ   นำข้อมูลไปใช้ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ แต่อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบงบการเงินของผู้มีหน้าที่ยื่นงบการเงินต่อ กรมฯ  ที่ผ่านมาได้พบข้อบกพร่องในเอกสารนำส่งงบการเงิน ดังนี้

  1. ในแบบ ส.บช.3 และงบการเงิน กรรมการผู้มีอำนาจไม่ลงลายมือชื่อ
  2. ไม่ประทับตราให้ครบถ้วน หรือตราที่ประทับไม่ใช่ของนิติบุคคลนั้นๆ
  3. รอบปีบัญชีในรายงานผู้สอบบัญชีไม่ตรงกับเอกสารงบการเงิน หรือไม่เป็นไปตามข้อบังคับของนิติบุคคลที่ได้จดทะเบียนไว้
  4. ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตไม่ระบุวันที่ในรายงานการสอบบัญชี
  5. ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตระบุวันที่ในรายงานการสอบบัญชีก่อนวันปิดบัญชี
  6. ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตระบุวันที่ในรายงานการสอบบัญชี หลังวันที่ประชุมอนุมัติงบการเงิน
  7. งบการเงินของบริษัท ไม่ระบุวันประชุมอนุมัติงบการเงินในหน้างบดุล
  8. กรณีบริษัทมหาชน ไม่มีสำเนารายงานการประชุมที่อนุมัติงบการเงิน
  9. วันประชุมสามัญประจำปีในงบการเงินไม่ตรงกับวันที่ประชุมสามัญประจำปีในสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น(บอจ.5)
  10. ระบุวันที่ประชุมอนุมัติงบการเงินก่อนวันปิดรอบปีบัญชี
  11. ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตไม่แจ้งรายชื่อธุรกิจก่อนการนำส่งงบการเงิน
  12. ชื่อนิติบุคคล หรือประเภทนิติบุคคลในรายงานการสอบบัญชีของผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ไม่ตรงกับในงบการเงิน
  13. ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่เข้าหลักเกณฑ์ต้องได้รับการตรวจสอบ และแสดงความเห็นโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ไม่แนบรายงานการสอบบัญชีของผู้สอบบัญชีรับอนุญาต

“จึงขอย้ำเตือนให้ผู้มีหน้าที่ยื่นงบการเงิน  โปรดตรวจสอบความถูกต้อง ครบถ้วน ของงบการเงินก่อน  นำส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า  ทั้งนี้สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  สำนักข้อมูลธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โทร. 0-2547-4370,  0-2547-4385 และ 547-4390-1  โทรสาร 0-2547-4386 และ 0-2547-4377

กระทรวงพาณิชย์ / 25 พฤษภาคม 2554

Continue Reading

shared on wplocker.com